Thursday, January 4, 2007

การวิเคราะห์และการวัดสัญญาณจากระบบโทรศัพท์ เคลื่อนที่เซลลูล่าร์
ปัจจุบันนี้ มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์เป็นจำนวนมากผู้ใช้ บริการมีอยู่ทุกหนแห่งครอบคลุมพื้นที่บริการมากขึ้น การขยายบริการอาจยังไม่ครอบคลุม พื้นที่ที่มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างหนาแน่น ดังนั้นบางพื้นที่ระดับความแรงของ สัญญาณพาหะต่อสัญญาณรบกวนหรือสัญญาณพาหะต่อสัญญาณสอดแทรก (C/N หรือ C/I) ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำซึ่งอาจเกิดจากระดับของสัญญาณรบกวนมีค่าสูง เช่น สัญญาณรบ กวนจากช่องสัญญาณความถี่เดียวกันแต่อยู่ต่างเซล (Cochannel Interference) และจากช่อง สัญญาณข้างเคียง (Adjacent Interference) หรือเกิดจากพื้นที่รับสัญญาณอยู่ห่างไกลจาก สถานีเครือข่ายหรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินของคลื่นทำให้พื้นที่ให้บริการครอบคลุมไปไม่ถึง1. ทฤษฎีระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์ ของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นระบบที่ผลิตโดย บริษัทโมโตโรล่าประเทศสหรัฐอเมริกา ความถี่ 800 MHz AMPS (Avance Mobile Phone Systems) ส่วนประกอบของโทรศัพท์เคลื่อนที่มี 3 ส่วนคือ
1. ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Electronic Mobile Exchange) หรือ EMX
2. สถานีเครือข่าย (Cell Site)
3. เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Telephone)
ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่ให้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนิน การสลับสายต่อให้ผู้ใช้บริการ ตลอดจนควบคุมสถานีเครือข่ายและโทรศัพท์เคลื่อนที่และ บันทึกการใช้โทรศัพท์ส่วนสถานีเครือข่ายทำหน้าที่เป็นตัวกลางการรับส่งสัญญาณคลื่น วิทยุระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับชุมสายสถานีเครือข่ายหนึ่ง ๆ จะให้บริการแก่โทรศัพท์ เคลื่อนที่ครอบคลุมพื้นที่ที่สัญญาณส่งไปถึง หรือเรียกพื้นที่นี้ว่าพื้นที่ให้บริการ (Service Area) ดังนั้นสถานีเครือข่ายจึงต้องมีหลาย ๆ สถานี เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถโทรได้ อย่างต่อเนื่อง
2.1 การจัดเซลและความถี่ช่องสัญญาณเซลจะถูกจัดเป็นกลุ่ม ๆ เช่น 4 เซล (K=4) หรือ 7 เซล (K=7) ในแต่ละเซลจะแบ่งเป็น 6 sectors หรือ 3 sectors ในแต่ละ sector จะประกอบด้วยช่องสัญญาณเสียงจำนวน 13-15 ช่องสัญญาณ
2.2 การกำหนดความถี่ช่องสัญญาณระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์ AMPS 800 MHz กำหนดย่านความถี่ดังนี้
1.) ย่านความถี่ A ให้บริการโดยการสื่อสารแห่งประเทศไทย แบ่งเป็น
1.1) ความถี่ในการส่งของสถานีเครือข่าย (Base Tx) 870.30 - 879.990 MHz ประกอบด้วย - ช่องสัญญาณเสียง (Voice Channel) หมายเลข 1-312
- ช่องสัญญาณควบคุม (Signaling Channel) หมายเลข 313-333
1.2) ความถี่ในการส่งของ เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Tx) 825.30-834.990 MHz 2.) ย่านความถี่ B ให้บริการโดย บริษัท โทเทิ่ลแอคเซสคอมมิวนิเคชั่น จำกัด แบ่งเป็น
2.1) ความถี่ในการส่งของสถานีเครือข่าย (Base-Tx) 880.20-889.980 MHz ประกอบด้วย
- ช่องสัญญาณเสียง (Voice Channel) หมายเลข 355-666
- ช่องสัญญาณควบคุม (Signaling Channel) หมายเลข 334 - 354 2.2) ความถี่ในการส่งของโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Tx) 835.020 - 844.980 MHz การแปลงหมายเลขของช่องสัญญาณเป็นความถี่ทำได้โดย
ก. ถ้าเป็นความถี่ในการส่งของสถานีเครือข่ายความถี่ = (หมายเลขช่องสัญญาณ*0.03MHz) + 870 MHz
(1)ข. ถ้าเป็นความถี่ในการรับของสถานีเครือข่ายความถี่ = (หมายเลขช่องสัญญาณ*0.03MHz) + 825 MHz
(2)ความห่างของช่องสัญญาณ (Channel Spacing) 30 MHz
2.3 การติดต่อระหว่างสถานีเครือข่ายกับโทรศัพท์เคลื่อนที่สัญญาณที่ติดต่อระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับสถานีเครือข่ายมีดังนี้
1. สัญญาณควบคุม (SIGNALING CHANNEL) ใช้ในการส่งข้อมูล
- มอดูเลตแบบ FSK
- อัตราการส่ง 10 kbps
- Peak deviation + 8.0 KHz
- ชนิดการเข้ารหัส Manchester
2. สัญญาณเสียง (VOICE CHANNEL) ใช้ในการสนทนา
- ชนิดการมอดูเลต FM
- Peak - deviation + 12.0 KHz
การลดทอนของสัญญาณ ระหว่างสถานีเครือข่ายกับโทรศัพท์เคลื่อนที่แบ่งออกเป็น 3 แบบคือ 1)Path Loss เป็นการลดทอนสัญญาณที่กำลังส่งของสัญญาณจะลดลงอย่างต่อเนื่องตาม ระยะทางในการส่งสัญญาณดังรูปที่ 4
2) Shadowing หรือ Lognormal Fading คือการลดทอนของสัญญาณเนื่องมาจากสิ่งกีดขวาง เช่น ตึก ต้นไม้ เป็นต้น ดังรูปที่ 5
3) Rayleigh Fading หรือ Multipath Fading คือการลดลง หรือเพิ่มขึ้นของระดับสัญญาณ อย่างทันทีทันใด เนื่องมาจากการแทรกสอดระหว่างคลื่นตรงและคลื่นสะท้อนจากอาคาร หรือวัตถุรอบ ๆ ที่มาถึงสายอากาศของโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังรูปที่ 6 ลักษระสัญญาณที่เกิด จาก Rayleigh Fading จะขึ้นอยู่กับระยะทาง เวลา และความถี่ของสัญญาณ
2.4 การลดทอน การแพร่ของคลื่น (The propagation attenuation) โดยทั่วไปค่า propagation loss ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถี่อย่างเดียว แต่ขึ้นกับระยะทางที่คลื่น เคลื่อนที่ไปด้วยถ้าสายอากาศของสถานีเครือข่ายมีความสูง 30 ถึง 100 เมตร และสายอากาศ โทรศัพท์เคลื่อนที่สูง 3 เมตร และระยะห่างระหว่างสถานีเครือข่ายและโทรศัพท์เคลื่อนที่ มากกว่า 2 กิโลเมตรขึ้นไป มุมมองคลื่นตกกระทบทั้งของคลื่นตรงและคลื่นสะท้อนจะมีค่า น้อยมาก ทำให้มุมตกกระทบของคลื่นตรงมีค่าq1 และมุมตกกระทบของคลื่นสะท้อนมีค่าq2 มุม q1 จะเรียกว่ามุมยก (elevation angle) ด้วย ดังแสดงในรูปที่ 8 ค่า Propagation path loss มีค่าเท่ากับ 40 dB/dec หมายความว่าถ้าโทรศัพท์ เคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งจาก 1 กิโลเมตรจากสถานีเครือข่ายเป็น 10 กิโลเมตร สัญญาณที่รับได้จะ ลดลง 40 dB นั้นคือกำลังของสัญญาณ C (Carrier) จะแปรผกผันกับ R4 C R4 = aR4 (3) ซึ่ง C = received carrier power R = ระยะทางจากเครื่องส่งถึงเครื่องรับ
a = ค่าคงที่
ในความเป็นจริงของสภาวะแวดล้อมการแพร่ของคลื่นวิทยุของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์ ค่า Propagation path - Loss แปรผันตามสมการ C Rg = aRg
(4) ค่าแกรมม่า g มีค่าอยู่ระหว่าง 2 ถึง 5 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสภาวะแวดล้อมค่า g จะมีค่ามากกว่า 2 ซึ่งเป็นเงื่อนไขของ Free-space ค่าของ C แสดงในหน่วย dB คือ C = 10 log a - 10 glog R dB
2.5 สัญญาณรบกวนที่เกิดกับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์ สัญญาณรบกวนหรือ Interference เกิดจากสัญญาณมากกว่า 2 สัญญาณ ที่มีความถี่เดียวกันมา แทรกสอดซึ่งเครื่องรับไม่สามารถแยกข้อมูลออกจากสัญญาณได้ การเกิด Interference มี 2 แบบคือ Cochannel interference ซึ่งเกิดจากการแทรกสอดของสัญญาณที่ความถี่เดียวกันนำมา reuse และ Adjacent interference เกิดจากการแทรกสอดของสัญญาณที่มีอยู่ติดกัน ผลของ การเกิด Interference จะทำให้เกิดเสียงแทรกสอดของคลื่นเข้ามาในขณะที่กำลังสนทนาอยู่ จะ ทำให้เกิดเสียงแทรกสอดของคลื่นเข้ามาในขณะที่กำลังสนทนาอยู่จะทำให้คุณภาพสัญญาณต่ำลง ซึ่งจะวัดอยู่ในรูป C/I (C คือระดับสัญญาณคลื่นพาหะ และ I คือระดับของสัญญาณInterference) ซึ่งไม่ควรมีค่าต่ำกว่า 18 dB สำหรับระบบ Analog และ 9 dB สำหรับระบบ Digital การหาค่า Cochannel Interference ถ้าให้เซลที่นำความถี่กลับมาใช้ใหม่อยู่ห่างกันเป็นระยะทาง D และเซลมีรัศมีการให้บริการเป็น R ดังรูปที่ 9 อัตราส่วนระหว่าง D/R = q เรียกว่า Cochannel Inteference Reduction Factor ถ้าระยะ D มีค่ามากกว่า R มาก ๆ ค่า q จะมีค่าสูง Cochannel Interference Reduction Factor ถ้าระยะ D มีค่ามากกว่า R มาก ๆ ค่า q จะมีค่าสูง Cochannel Interference จะมีค่าน้อย การหาค่าระยะทาง D อาจหาได้จาก
2.6 การสำรวจพื้นที่ของ Cochannel Interference ในระบบ หลาย ๆ ปัญหาที่เกี่ยวกับพื้นที่การให้บริการของโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะในที่ที่มีสัญญาณ อ่อน ซึ่งเป็นผลให้เสียงสนทนาของลูกค้าขาด ๆ หาย ๆ บางส่วน ซึ่งสามารถแก้ไขโดยการเพิ่ม สัญญาณให้มากขึ้นกรณีนี้ใช้สำหรับบริเวณที่ไม่มีการเกิดการแทรกสอดของคลื่นแทรกอยู่ เมื่อลูกค้ามีจำนวนความต้องการเพิ่มขึ้น Channel ซึ่งมีอยู่จำนวนจำกัดจะต้องถูกใช้ซ้ำไปซ้ำมา ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งจะถูกแบ่งไว้หลาย Channel Cell ซึ่งจะเพิ่มความจุของระบบด้วย แต่ก็อาจจะ เกิดการแทรกสอดของคลื่นแทรกได้เหมือนกันในสถานการณ์แบบนี้คุณภาพของเสียงที่ได้รับจะ ถูกผลกระทบจากเขตแบ่งชั้นของพื้นที่บริการและการแทรกสอดของคลื่นแทรกเป็นจำนวนมากได้ สำหรับการหาคลื่นในพื้นที่ที่เกิดการแทรกสอดของคลื่นแทรกที่สำคัญ ในระบบเซลลูล่าร์มี 2 วิธีดังนี้ 1) หาพื้นที่ที่เกิดการแทรกสอดของคลื่นแทรกจากเครื่องรับสัญญาณที่เคลื่อนที่ โดยการรับ สัญญาณจากช่องสัญญาณเสียงของสถานีเครือข่ายในพื้นที่ให้บริการนั้น และขณะเดียวกัน ก็วัดสัญญาณ Cochannel Interference จากสถานีเครือข่ายอื่น ๆ ที่บริเวณพื้นที่ให้บริการเดียว กันการวัดสัญญาณ Cochannel Interference จะทำการวัดได้เมื่อสัญญาณจากพื้นที่ให้บริการหยุดไป เครื่องวัดสัญญาณอาจใช้ spectrum วัดสัญญาณ f1 (ไม่มีการเกิด Cochannel Interference), วัดสัญญาณ f2 จาก Cochannel Interference จาก cell รอบข้าง ขณะเดียวกันก็วัดสัญญาณความถี่ f3 สำหรับ Noise จากนั้นหาค่า C/I และ C/N นำมาเปรีบบเทียบกันดังนี้ 1. ถ้า C/I มากกว่า 18 dB แสดงว่า จุดรับสัญญาณนั้นยังใช้ได้ดี 2. ถ้า C/I น้อยกว่า 18dB และ C/N มากกว่า 18 dB แสดงว่าจุดวัดนั้นมีปัญหาเรื่องของ Cochannel Interference 3. ถ้าทั้ง C/I และ C/N มีค่าน้อยกว่า 18 dB ทั้งคู่และ C/N >> C/I แสดงว่าเกิดปัญหาจากการครอบคลุม พื้นที่ให้บริการ 4. ถ้าทั้ง C/I และ C/N มีค่าน้อยกว่า 18 dB ทั้งคู่และ C/N มีค่ามากกว่า C/I แสดงว่าเกิดปัญหาทั้งจาก Cochannel Interference และ การครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 2) หาค่า Cochannel Interference ซึ่งมีผลกับสถานีเครือข่าย สัญญาณรบกวน Cochannel Interference ในกรณีนี้เกิดจากสัญญาณของโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสถานีเครือข่ายข้างเคียงที่ใช้ความถี่เดียวกันจำนวน ของสัญญาณรบกวนขึ้นอยู่กับจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้บริการอยู่ในสถานีเครือข่ายเหล่านั้น
3. เครื่องมือวัดและวิธีการวัดสัญญาณ การวัดใช้เครื่อง spectrum และสายอากาศชนิดฮาฟเวฟ ไดโพล ย่านความถี่ 800 MHz สัญญาณที่ รับได้หาได้จากสมการที่ (13)Pr = Reading Value + AF + CL (13) ซึ่ง Reading Value คือ ค่าสัญญาณที่ปรากฎบนเครื่องวัด AF คือ Anterna Factor เท่ากับ 27.2 dB สำหรับย่าน 800 MHz CL คือ Cable Loss ของสายนำสัญญาณ 3.1 การรับสัญญาณจากสถานีเครือข่าย การจัดเซลของสถานีเครือข่ายของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลลูล่าร์ที่ทำการวิเคราะห์นี้ เซลจะถูก จัดเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4 เซล แต่เซลแบ่งออกเป็น 6 เซคเตอร์ ดังรูปที่ 13
3.2 การเลือกสถานีเครือข่ายเพื่อทำการวัดสัญญาณ โดยการเลือกกลุ่มของสถานีเครือข่าย ที่อยู่ใกล้กับจุดวัดสัญญาณมากที่สุด อาจใช้วิธีการกำหนด ตำแหน่งจุดวัดสัญญาณและตำแหน่งของเซลต่าง ๆ ลงบนแผนที่ จากนั้นทำการสแกนหาความถี่ signaling channel ของเซลต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับจุดวัด สัญญาณ signaling channel โดยหาได้จากสมการ fMHz = (หมายเลขช่องสัญญาณ x 0.03) + 870 (14) แต่ละเซลจะมีหมายเลขช่องสัญญาณของ signaling channel ดังตารางที่ 1 หากมีเซลที่ส่งสัญญาณ แรงที่สุด 1 เซล ก็แสดงว่าจุดนั้นอยู่ในพื้นที่บริการของเซลนั้น ในกรณีที่จุดวัดดังกล่าวรับสัญญาณ จากเซล 2 เซลได้แรงเท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็หมายความว่าจุดนั้นสามารถรับสัญญาณจากเซลใด ก็ได้ในกรณีที่ช่องสัญญารเซลหนึ่งไม่ว่างก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ช่องสัญญาณอีกเซลที่เหลือได้
3.3 การวัดสัญญาณรบกวน สัญญาณรบกวนจากช่องสัญญาณความถี่เดียวกัน วัดได้โดยใช้ความถี่เดียวกันกับ การวัดช่องสัญญาณเสียงแล้วรอจนการใช้ช่องสัญญาณเสียงสำหรับการสนทนาหยุดลง ถ้าช่องสัญญาณ นั้นมีการรบกวนจากช่องสัญญาณที่ความถี่เดียวกันจะปรากฎสัญญาณขึ้นที่ช่องความถี่นั้น แต่สัญญาณ จะอ่อนกว่าในตอนแรก สัญญาณรบกวนจากช่องสัญญาณข้างเคียงจะใช้วิธีสังเกตจากบนจอของเครื่องวัดโดยช่องสัญญาณทั้งสองจะ เบียดกัน ส่วนสัญญาณรบกวน (Noise) อื่นจะวัดหลังจากที่ไม่มีสัญญาณใด ๆ จากสถานีเครือข่ายส่งออกมา สัญญาณที่รับได้จะเป็นสัญญาณรบกวนจากบริเวณจุดวัดและสัญญาณจากเครื่องมือวัด เป็นต้น เครื่องมือวัด สัญญาณอาจใช้ spectrum วัดสัญญาณ f1 (ไม่มีการเกิด Cochannel Interference) วัดสัญญาณ f2 สำหรับ Cochannel Interference จากเซลรอบข้าง ขณะเดียวกันก็วัดสัญญาณความถี่ f3 สำหรับ Noise
4. ผลการวัดสัญญาณจากการสำรวจการรับสัญญาณจากสถานีเครือข่าย โดยกำหนดจุดวัดบริเวณกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 55 แห่ง พบว่าจุดวัดสัญญาณที่วัดค่า C/I เกิน 18 dB มีอยู่จำนวน 45 แห่ง จุดวัดที่มีการรบ กวนจากช่องสัญญาณร่วม (Cochannel Interference) จำนวน 5 แห่ง คิดเป็น 9% ของจุดวัดทั้งหมด และพบว่ามีจุดวัดที่มีปัญหาจากการครอบคลุมพื้นที่ของเซล จำนวน 4 แห่ง คิดเป็น 7% ของจุดวัด ทั้งหมด รายละเอียดของการวิเคราะห์มีดังนี้
4.1 จุดวัดสัญญาณที่มีค่า C/I และค่า C/N เกิน 18 dB จำนวน 45 แห่ง แบ่งตามลักษณะ ของพื้นที่ดังนี้ 4.1.1 บนถนนที่มีความหนาแน่นของชุมชนและอาคารมากมี 5 แห่งดังนี้ 1) จุดวัดที่ 23 ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี หน้าอาคารมหาวิทยาลัยมหิดลปิ่นเกล้า 2) จุดวัดที่ 53 ถนนจรัสสนิทวงศ์ หน้าสถานีตำรวจท่าพระ
3) จุดวัดที่ 12 ถนนวิภาวดี หน้าสนามบินดอนเมือง
4) จุดวัดที่ 32 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ หน้าทีวีสีช่อง 11
5) จุดวัดที่ 26 ถนนลาดพร้าวซอย 98
4.1.2 บนถนนที่มีความหนาแน่นของชุมชนและอาคารน้อยมี 8 แห่งดังนี้ 1) จุดวัดที่ 6 ถนนลำลูกกา บริเวณคลองสี่
2) จุดวัดที่ 36 ถนนเอกมัยตัดกับถนนวงแหวนรอบนอก
3) จุดวัดที่ 8 ถนนวงแหวนรอบนอก บริเวณบางใหญ่ซิตี้
4) จุดวัดที่ 13 ถนนสุขาภิบาล 3 บางเขน
5) จุดวัดที่ 14 ถนนนิมิตใหม่ หน้าร.ร. วัดสุทธิสะอาด
6) จุดวัดที่ 21 ถนนนิมิตใหม่ หน้าสถานีไฟฟ้ามีนบุรี
7) จุดวัดที่ 42 ถนนสุขาภิบาล 2 หน้าโรงเรียนคลองปักหลัก 8) จุดวัดที่ 48 ถนนเทพารักษ์ หน้าโรงเรียนเจริญสุข
4.1.3 ภายในอาคารมี 4 แห่งดังนี้
1) จุดวัดที่ 29 ภายในห้างเดอะมอลบางแค ชั้นพื้นดิน
2) จุดวัดที่ 51 ภายในห้างเมอรี่คิงส์ ชั้น 1
3) จุดวัดที่ 38 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สีลม ชั้น 2
4) จุดวัดที่ 50 ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ชั้น 4
4.1.4 ภายในหมู่บ้านมี 2 แห่งดังนี้
1) จุดวัดที่ 1 หมู่บ้านเทพบัวทอง
2) จุดวันที่ 2 หมู่บ้านภาณุการ์เดนท์
4.1.5 พื้นที่ราบภายในสนามกอล์ฟมี 2 แห่งดังนี้
1) จุดวัดที่ 19 สนามกอล์ฟทหารบก
2) จุดวัดที่ 34 สนามกอล์ฟสโมสรกรุงเทพกรีฑา
4.1.6 บริเวณริมแม่น้ำมี 2 แห่งดังนี้
1) จุดวัดที่ 3 สะพานนนทบุรี
2) จุดวัดที่ 9 สะพานพระนั่งเกล้านอกนั้นเป็นจุดวัดทั่ว ๆ
4.2 จุดวัดสัญญาณที่มีค่า C/I ต่ำกว่า 18 dB ซึ่งเกิดจากการรบกวนจากช่องสัญญาณ ร่วมของสถานีเครือข่ายข้างเคียงซึ่งทำให้ค่า C/I <>
4.2.1 จุดวัดที่ 5 สนามกีฬาธูปเตมีย์จุดวัดนี้มีค่า C/I = 15.64 dB และ C/N = 25.78 dB เกิดการรบกวนจากช่องสัญญารร่วมจากสถานี เครือข่ายหมายเลข 42 (ดอนเมือง) ซึ่งมีระยะห่างจากจุดวัดประมาณ 4 กิโลเมตร
4.2.2 จุดวัดที่ 20 หน้าสถานีไฟฟ้าย่อย ถนนรามอินทรา จุดวัดนี้มีค่า C/I = 15.78 dB และ C/N = 23.01 dB เกิดการรบกวนจากช่องสัญญาณร่วมจาก สถานีเครือข่ายหมายเลข 39 (ร.ร.ไดนัสตี้) ซึ่งมีระยะห่างจากจุดวัดประมาณ 7 กิโลเมตร
4.2.3 จุดวัดที่ 24 โรงพยาบาลรามาธิบดีจุดวัดนี้มีค่า C/I = 14.89 dB และ C/N = 22.52 dB เกิดการรบกวนจากช่องสัญญาณร่วมจาก สถานีเครือข่ายหมายเลข 36 (โรงพยาบาลตำรวจ) ซึ่งมีระยะห่างจากจุดวัดประมาณ 2.7 กิโลเมตร
4.2.4 จุดวัดที่ 43 ถนนธนบุรีปากท่อตัดกับถนนวงแหวนรอบนอกจุดวัดนี้มีค่า C/I = 16.8 dB และ C/N = 30.7 dB เกิดการรบกวนจากช่องสัญญาณร่วมจาก สถานีเครือข่ายหมายเลข 51 (ราษฎร์บูรณะ) ซึ่งมีระยะห่างจากจุดวัดประมาณ 12 กิโลเมตร
4.2.5 จุดวัดที่ 54 โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคมจุดวัดนี้มีค่า C/I = 16.79 dB และ C/N = 27.82 dB เกิดการรบกวนจากช่องสัญญารร่วมจาก สถานีเครือข่ายหมายเลข 22 (บางรัก) และสถานีเครือข่ายหมายเลข 41 (บางนา) ซึ่งมีระยะห่าง จากจุดวัดประมาณ 4.5 และ 5 กิโลเมตร ตามลำดับ 4.3 จุดวัดสัญญาณที่มีค่า C/I และ C/N ต่ำกว่า 18 dB ซึ่งเกิดจากพื้นที่ให้บริการครอบ คลุมไปไมถึงหรือเกิดจากมีสิ่งกีดขวางทางเดินของคลื่นหรือจุดรับสัญญาณอยู่ห่างไกลจากสถานี เครือข่ายมากทำให้ค่า C/I และ C/N ต่ำกว่า 18 dB ทั้งสองค่า จุดวัดดังกล่าวมี 4 แห่งคือ
4.3.1 จุดวัดที่ 2 บริเวณถนน 345 ตัดกับถนนวัดเกาะเกรียงจุดวัดนี้มีค่า C/I และ C/N = 12.2 dB เกิดจากจุดวัดอยู่ห่างไกลจากสถานีเครือข่ายหมายเลข 49 (บางบัวทอง) ประมาณ 8.3 กิโลเมตร
4.3.2 จุดวัดที่ 15 การไฟฟ้านครหลวงบางใหญ่จุดวันนี้มีค่า C/I และ C/N=8.41 dB เกิดจากจุดวัดอยู่ห่างไกลจากสถานีเครือข่ายหมายเลข 49 (บางบัวทอง) ประมาณ 7 กิโลเมตร
4.3.3 จุดวัดที่ 40 กรมอุตุนิยมวิทยาจุดวัดนี้มีค่า C/I และ C/N = 15.15 dB เกิดจากจุดถูกอาคารสูงบังคลื่นจากสถานีเครือข่าย หมายเลข 41 (บางนา)
4.3.4 จุดวัดที่ 44 ภายในอาคารเอนกประสงค์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีจุดวัดนี้มีค่า C/I = 9.91 dB และ C/N = 16.71 dB เกิดจากจุดวัดอยู่ภายในอาคารและถูกอาคาร สูงบังคลื่นส่งมาจากสถานีเครือข่ายหมายเลข 51 (ราษฎร์บูรณะ)

0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

<< Home